"สิทธิมนุษยชน" มักถูกอธิบายในแง่มุมที่เป็นหลักการสำคัญ เช่น จากปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศ หรือแง่มุมที่ว่าด้วยเรื่องกฎหมาย ซึ่งทำให้ค่อนข้าง(ยุ่ง)ยาก ต่อการทำความเข้าใจของประชาชน คนทั่วไป(ไม่รวมคนที่มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเรื่องนี้ นั่นยิ่งไปใหญ่...) ทั้งที่จริงแล้วหลักการ หรือหัวใจสำคัญของ "สิทธิมนุษยชน" คือ การมองคนให้เป็นคน ทุกคนมีคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ ภาษา ฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคม จะแตกต่างกันอย่างไรก็ตาม ...
ดังนั้น หากเราเข้าใจหลักการสำคัญ ของ "สิทธิมนุษยชน" แล้ว เมื่อปรับภาษาให้เข้ากับมิติของสังคมไทยให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น มันก็คือ "การให้ การแบ่งปัน ความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข" หรือกระแสที่กำลังงอกงาม เบ่งบาน แต่ทว่า ก็ต้องการการสานต่อที่เรียกว่า "จิตอาสา จิตสาธารณะ หรือ การให้เพื่อสังคม" นั่นเอง
จึงมีข่าว - งานเขียนของทีมงาน ThaiNGO ที่ติดตามไปทำข่าวจากกิจกรรมค่ายเยาวชนของเอไอ(17-20 ต.ค.52)มาเชิญชวนให้เพื่อน พี่น้องได้อ่านและทำความเข้าใจไปด้วยกัน ว่า "แนวคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน และแนวคิดเรื่องการให้ ต่างเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน" อย่างไร ?
เพื่อที่ว่าเรื่อง "สิทธิมนุษยชน" จะกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา และเข้าใจมันได้ง่ายยิ่งขึ้น...
by : ทีมงาน ThaiNGO IP : (124.120.153.93) - เมื่อ : 28/10/2009 10:50 AM |
การคุกคามสิทธิมนุษยชนยังคงปรากฏให้เห็นทั่วโลกทั้งประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วและเหล่าประเทศที่ด้อยพัฒนาหรือโลกที่สาม การสร้างองค์ความรู้ความเข้าใจทั้งในมิติของอุดมคติและกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะคนในสังคมบางส่วนยังไม่เข้าใจในระบบระเบียบแนวคิดสิทธิมนุษยชน ทำให้เกิดการสับสนระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิทธิของปัจเจกบุคคล นำมาสู่การละเมิดสิทธิอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน
โครงการ "ค่ายเยาวชนนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน" ที่จัดขึ้นโดยองค์การ Amnesty International Thailand (AI) ที่อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เป็นอีกโครงการหนึ่งที่มุ่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความตระหนักถึงความสำคัญของหลักการของสิทธิมนุษยชน อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของคนในสังคมโดยไม่แบ่งแยกเพียงเชื้อชาติ ศาสนา ภาษาและวัฒนธรรมแต่ใช้ความเป็นมนุษย์นการอยู่ร่วมกันในสังคม
"สิทธิมนุษยชนมันเป็นได้มากกว่าการสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขแต่มันคือการทำความเข้าใจในหลักการความเป็นมนุษย์ โดยที่ไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นใคร มาจากไหน ทุกคนควรได้รับความเคารพในสิทธิมนุษยชนเท่าๆ กันๆ ไม่แบ่งแยกว่าคนจนคนรวย โครงการ 'ค่ายเยาวชนนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน' ก็จัดขึ้นเพื่อการเพิ่มศักยภาพให้แก่กลุ่มเยาวชนที่เคยเข้าร่วมค่ายเยาวชนพิทักษ์สิทธิมนุษยชนของเอไอในช่วงที่ผ่านมา ได้พัฒนาฝีมือและความรู้เป็นเยาวชนนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน ซึ่งตรงนี้สำคัญมากเพราะในทุกสังคมหากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือมีการทำลายกันสังคมนั้นก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาได้ ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงเป็นเรื่องที่ควรสร้างความรับรู้แก่คนทุกคนในสังคม โดยเฉพาะเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่จะเป็นกำลังหลักในการสร้างการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในอนาคต" นายนิติธร ทองธีรกุล ผู้ประสานงานสิทธิมนุษยชนศึกษา Amnesty International Thailand (AI) กล่าวถึงจุดประสงค์ของโครงการ "ค่ายเยาวชนนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชน"
นอกจากการศึกษาสิทธิมนุษยชนเพื่อการเรียนรู้ที่จะเข้าใจแล้ว สิทธิมนุษยชนยังเป็นหนทางของการสร้างจิตสาธารณะในการทำเพื่อคนอื่นและรู้จักการให้เพื่อสังคม เพราะบางครั้งในการทำงานการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ก็กลายเป็นพลังขับเคลื่อนทางสังคมได้มากมาย การเป็นผู้ให้จึงเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของการมองเห็นคุณค่าความเป็นคนและการเอื้อเฟื้ออาทรต่อกันของคนในสังคม ดังนั้นการเริ่มที่จะทำสิ่งที่ดีเพื่อคนอื่นก็นับว่าเป็นเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในเบื้องต้นแล้ว
"หลักการของสิทธิมนุษยชนคือการมองเห็นคุณค่าของคนๆ หนึ่งแต่มองเห็นค่าบางครั้งก็ยังไม่เพียงพอ เพราะหากเราได้เข้าไปช่วยเหลือเขาเพียงเล็กน้อยๆ เช่น การไปปลูกป่า สร้างห้องสมุด แค่นี้เรื่องเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่คุณรู้หรือเปล่าว่ามันสร้างการรับรู้ได้อย่างมากมาย ผมคิดว่าหลักการที่สำคัญๆ ของสิทธิมนุษยชนคือการที่เราต้องเราใจและแบ่งปันกับเพื่อนร่วมสังคม การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนในสังคมยังไม่รู้จักการให้ เพราะผมเชื่อว่าการให้ถือได้ว่าเป็นการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนอีกแบบหนึ่ง แบบที่คุณต้องปล่อยตัวเองให้มองทุกคนในสังคมมีค่าความเป็นคนเท่ากัน ที่สำคัญที่สุดคือการหยิบยื่นแบ่งปันกันในสังคมนั่นแหละคือปลายทางของสิทธิมนุษยชน เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้จักการแบ่งปันการให้เพื่อสังคมเพื่อคนอื่น สังคมที่ทมุกคนในสังคมเคารพสิทธิของกันและกันก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก" นายสมเกียรติ อำนวยสุวรรณ วิทยากรจากมูลนิธิกองทุนไทย กล่าวถึงความสำคัญของการให้คือพื้นฐานของสิทธิมนุษยชนในการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน
สิทธิมนุษยชนในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องที่ใหม่ แต่การทำความเข้าใจในรายละเอียดก็จะเห็นช่องการของการสร้างการรับรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนได้อย่างไม่ยาก บนพื้นฐานของสังคมไทยที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงสิ่งที่ควรทำคือการสร้างความเข้าใจในทุกระดับของสังคมในการเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ที่จริงจัง และตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน
การสร้างการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยอาศัยความเข้าใจและแบ่งปันโดยการให้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างมากในสังคมปัจจุบัน เพราะจะเห็นได้จากในภาคธุรกิจก็มีการทำ CSR จึงเป็นนิมิตรหมายอันดีในการสร้างการเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในอีกช่องทางหนึ่ง "ปัจจุบันมีหลายช่องทางมากในการทำงานเพื่อสังคมอันเป็นพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน ทั้งการให้เพื่อสังคมหรืออะไรต่างๆ ก็นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้บางครั้งจะใช้เวลาบ้างในการให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน และบริษัทที่พูดถึงเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามการมุ่งหวังให้เกิดการตระหนักรับรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้เลยมันก็เป็นไปไม่ได้ถ้าเราไม่ปูพื้นฐานก่อน ผมว่าการสร้างจิตสาธารณะหรือการให้เพื่อสังคมน่าสนใจมากในประเด็นนี้" นายสมเกียรติ อำนวยสุวรรณ กล่าวเพิ่มเติม
การสร้างจิตสำนึก จิตสาธารณะในเรื่องสิทธิมนุษยชนในเยาวชนคนรุ่นใหม่จึงเป็นที่สำคัญมาก เพราะหากขาดสิ่งเหล่านี้ ถ้าคนหนุ่มสาวมุ่งเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวละเลยการทำงานเพื่อคนอื่นสังคมนี้ก็ยากที่จะเคารพในสิทธิมนุษยชนได้ "ความเหมือนของสิทธิมนุษยชนกับการให้คือทั้งสองเป็นพื้นฐานของกันและกัน สิทธิมนุษยชนคือการเคารพในความแตกต่างหลากหลาย ไม่เห็นแก่ตัว เราจะสร้างสังคมที่เป็นสุขได้เพราะเคารพซึ่งกันและกัน สิทธิฯ คือการมองพื้นฐานความเป็นคน การให้คือการเกื้อกูลมันคือการเริ่มต้นในการเคารพสิทธิของผู้อื่นในสังคมซึ่งตรงนี้สำคัญมาก" นายนิติธร ทองธีรกุล กล่าวส่งท้าย
หากสังคมที่ผาสุขคือการเข้าใจ เคารพในความแตกต่างของกันและกัน สิทธิมนุษยชนก็ไม่ต่างกับการให้เพื่อสังคมเพราะทั้งสองแนวคิดคือส่วนหนึ่งของการและกัน นั่นคือการสร้างจิตสาธารณะเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยมองคุณค่าของความเป็นคนเป็นเบื้องต้น ไม่ใช่เชื้อชาติและศาสนา หรือสิ่งอื่นใด
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
28 ตุลาคม 2552